พลาดได้ไง! มาถึงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นทั้งที ต้องมาให้ได้

Last updated: Nov 16, 2016  |  3515 จำนวนผู้เข้าชม  |  Article

พลาดได้ไง! มาถึงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นทั้งที ต้องมาให้ได้

พลาดได้ไง! มาถึงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นทั้งที ต้องมาให้ได้

          โตเกียว หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า มหานครโตเกียว เป็นเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น มีระบบการปกครองแบบพิเศษซึ่งรวมการปกครองในรูปแบบจังหวัดและเมืองไว้ด้วยกัน ทั้งนี้ เขตอภิมหานครโตเกียวจัดว่าเป็นเขตเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยรวมเขตปริมณฑลแล้วมีประชากรอาศัยอยู่ราว 35,237,000 คนเฉพาะในตัวเมืองโตเกียว 23 แขวงการปกครองพิเศษ มีประชากรในเขตเมืองประมาณ 12 ล้านคน ถือเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในโลกเมืองหนึ่ง จำนวนประชากรทั้งหมดของโตเกียว มีทั้งหมดกว่า 35 ล้านคน โตเกียวตั้งอยู่บริเวณภาคคันโตของญี่ปุ่น คำว่า "โตเกียว" หมายถึง "นครหลวงตะวันออก" ในโตเกียวยังเป็นที่ตั้งของพระราชวังหลวงของสมเด็จพระจักรพรรดิและคำว่าโตเกียวเคยเรียกว่า เอะโดะ แปลว่า ปากน้ำ เมื่อกลายเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นในปี 1868 ก็เปลี่ยนชื่อเป็นโตเกียว แปลว่า เมืองหลวงทางตะวันออก  ในตอนต้นยุคเมจิ บางครั้งเรียกโตเกียวว่า โตเก ซึ่งเป็นวิธีอ่านอีกแบบของตัวคันจิ แต่ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว นอกจากนี้โตเกียวยังมีอีกความหมายหนึ่ง ซึ่งหมายถึงขนมที่ดังเป็นอย่างมากในเมืองไทย เนื่องจากชื่อมีความเหมือนขนมเมืองหลวงอย่างปักกิ่งอีกด้วย

          วันนี้แอดมินจะพาเพื่อนๆมารู้จักโตเกียวให้มากขึ้น เอาเป็นว่าเกือบทุกซอกทุกมุมกันเลยทีเดียว ตรงไหน จุดไหน มีอะไรให้ทำบ้าง ไปครับ พร้อมมาก! ..

Cr. Chaiyuenleong



Cr. neonstz

1.เดินเล่นตลาดปลาซึกิจิ

          ตลาดปลาซึกิจิสำหรับการมาเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกแบบผม เป็นสถานที่ที่ต้องมาไม่งั้นจะเหมือนมาไม่ถึงญี่ปุ่น  ที่ตลาดปลาซึกิจิไม่ได้มีแค่ตลาดเท่านั้น สิ่งที่โด่งดังของที่นี่นั้นก็คือ ร้านอาหารประเภทซูชิ หรือพวกปลาดิบ แต่ละร้านจะมีคนรอคิวเป็นจำนวนมาก ยิ่งร้านดังที่คนชอบรีวิวด้วยแล้ว แถวรอคิวจะยาวมาก ก่อนจะไปเดินเที่ยวมาทำความรู้จักกับตลาดนี้กันก่อนดีกว่า ตลาดปลาแห่งแรกในโตเกียวถูกจัดตั้งขึ้นโดย โทะกุงะวะ อิเอะยะซุ ปฐมโชกุนแห่งเอะโดะ เพื่อสะดวกต่อการจัดหาวัตถุดิบเพื่อบริโภคในปราสาทเอะโดะ อิเอะยะซุได้เชิญชวนชาวประมงจากสึกุดะในโอซะกะ มาขายปลาที่นครเอะโดะ (โตเกียวในปัจจุบัน) แต่ทั้งนี้ ปลาต่างๆไม่ได้ถูกนำไปขายตรงถึงปราสาท แต่ไปขายในบริเวณใกล้ๆกับ สะพานนิฮง ซึ่งที่นั่นถูกเรียกว่า อุโอะงะชิ (ท่าปลา) ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของเอะโดะ ในช่วงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1918 ได้เกิดการจลาจลข้าว (โคะเมะ โซโด) ซึ่งมีผู้ประท้วงและก่อจลาจลกว่าร้อยในเมือง เพื่อต่อต้านภาวะขาดแคลนอาหารและราคาข้าวที่แพง  รัฐบาลจักรวรรดิญี่ปุ่นถูกกดดันให้จัดตั้งสถาบันเพื่อจำหน่ายอาหารแห่งใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เขตเมือง จนในที่สุด กฎหมายตลาดค้าส่งกลาง จึงถูกตราขึ้นในเดือน มีนาคม ค.ศ. 1923 และต่อมาตลาดปลาสึกิจิ มีความน่าสนใจตรงที่มีการประมูลปลาทูน่าแข่งขันกัน ในปี ค.ศ. 2012 ตลาดปลาสึกิจิได้ถูกจัดอันดับให้เป็นตลาดสดที่ดีที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 จากสำนักข่าว CNN

 

2.แวะทำบุญที่วัดเซ็นโซจิ หรือวัดอาซากุสะนั่นแหละ

           วัดเซนโซจิ นี้สร้างขึ้นเพื่อบูชาพระโพธิสัตว์คันนง ตามตำนานกล่าวไว้ว่า ประมาณปี ค.ศ. 628 มีชาวประมง 2 พี่น้อง ชื่อว่า ฮิโนคุมะ ฮามานาริ และฮิโนคุมะ ทาเคนาริ ทุกวันจะออกหาปลาที่แม่น้ำสุมิดะ มีอยู่วันหนึ่ง วันนั้นทั้งวันจับปลาไม่ได้สักตัว จึงอธิษฐานขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้จับปลาได้สักตัว เพื่อกลับไปทานเป็นอาหารเย็น พอเหวี่ยงแหออกไป สิ่งที่ติดแหขึ้นมา กลับเป็นพระพุธรูปเจ้าแม่กวนอิมทองคำ สูง 5 นิ้ว จึงนำไปให้หัวหน้าหมู่บ้านของทั้งสองชื่อว่า ฮาจิโนะ นากาโมโตะ หัวหน้าหมู่บ้านได้ตระหนักถึงความศักดิ์สิทธิ์ขององค์เจ้าแม่กวนอิม จึงได้เปลี่ยนแปลงบ้านของตนในอาซากุสะให้กลายเป็นวัดขนาดเล็ก เป็นที่ประดิษฐานพระโพธิสัตว์ เพื่อให้คนในหมู่บ้านมากราบไหว้บูชา ทั้งชาวบ้านและเหล่าซามูไรมักจะเดินทางมาขอพรจากเจ้าแม่กวนอิมเป็นประจำ และสิ่งที่ขอพรไปนั้นก็มักจะสมปรารถนาอยู่เสมอ ๆ ทำให้ชาวบ้านและเหล่าซามูไรมีความเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างมาก ชื่อเสียงในความศักดิ์สิทธิ์ขององค์เจ้าแม่กวนอิมนี้ ได้แพร่กระจายไปทั่วญี่ปุ่น มีคนจากทั่วสารทิศเดินทางมาวัดอาซากุสะเพื่อสักการะองค์เจ้าแม่กวนอิม จนล่ำลือไปถึงท่านโชกุน ท่านโชกุนจึงได้ให้มีการสร้างอาคารหลังใหญ่ขึ้นในปี ค.ศ. 645 และต่อเติมส่วนต่าง ๆ เรื่อยมาอย่างที่เห็นในปัจจุบันนั้นและในทุกๆปีจะมีนักท่องเที่ยว ทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติจำนวนมาก เดินทางมาเยี่ยมชมวัดเซนโซจิ

          และบริเวณรอบๆวัดจะมีร้านค้าขายสินค้า และอาหารพื้นเมืองญี่ปุ่นมาวางขายจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ถนนนากามิเสะ ซึ่งทอดยาวตั้งแต่ประตูสายฟ้าไปจนถึงบริเวณวัด สองข้างถนนเต็มไปด้วยร้านค้าเล็กๆขายของที่ระลึกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโคมแดง ที่เป็นสัญลักษณ์ของวัดแห่งนี้ เสื้อยืด ผ้าพื้นเมือง กระเป๋า และของที่ระลึกต่างๆ

 

Cr.  pepetox

3. เดินบน 5 แยกชิบูย่า คนเป็นล้าน!

          ทางม้าลายข้ามถนนห้าแยกที่ได้ชื่อว่าวุ่นวายมากที่สุดในโลก และยังปรากฎตัวบนแผ่นฟิลม์มานักต่อนักแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Lost in Translation, Fast and the Furious และ Resident Evil เพราะฉะนั้นใช้เวลาอยู่กับมันให้เต็มที่! เก็บภาพให้หมด ทั้งผู้คน ตึกโดยรอบ และตัวคุณเองด้วย หากคุณคิดว่าเริ่มคุ้นเคยกับบรรยากาศโดยรอบแล้วและแทบจะทุกรอบเมื่อสัญญาณไฟจราจรคนข้ามเปลี่ยนเป็นสีเขียว ผู้คนจำนวนมากจากทุกสารทิศจะพร้อมใจเดินข้ามถนนไปยังฝั่งที่ตนเองต้องการ เคยมีการสำรวจแบบคร่าวๆ พบว่าในแต่ละวันมีคนเดินข้ามห้าแยกแห่งนี้มากถึงวันละ 450,000 คนเลยทีเดียว สาเหตุที่ผู้คนหลั่งไหลกันมาที่แยกแห่งนี้จำนวนมากก็เพราะว่า ย่านแห่งนี้เป็นชุมทางรถไฟย่านโตเกียวตะวันตกเฉียงใต้ และยังเป็นย่านค้าสำคัญสำหรับวัยรุ่น ย่านแห่งนี้จึงโด่งดังและปรากฏเป็นฉากอยู่ในภาพยนตร์ดังๆอยู่หลายเรื่อง ห้าแยกแห่งนี้มีการออกแบบทางม้าลายเป็นลักษณะคล้ายกากบาท และกำหนดไฟจราจรสั่งให้รถหยุดพร้อมกันทุกทิศทาง ก็เพื่อให้คนข้ามทั้งหมดสามารถเดินข้ามถนนได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยครับ

 

Cr. takeya.co.jp

4.ช้อปกระจายที่ตึกม่วง

          พูดถึงแหล่งช้อปชื่อดังในโตเกียว คงไม่มีใครไม่รู้จัก ตึกม่วง TAKEYA แห่งอุเอโนะ เพราะที่นี่นอกจากจะขึ้นชื่อลือชาเรื่องราคาที่ถูกสุดๆแบบลดกระหน่ำ ลดจนหน้าตกใจแล้ว ยังมีขายทุกอย่างที่เรียกได้ว่ามาที่นี่ที่เดียวรับรองได้ของครบ เพราะทั้งขนม ของกิน เครื่องสำอางค์ หยูกยา เครื่องใช้ไฟฟ้า ของใช้ในบ้านต่างๆ รวมไปถึงกระเป๋าแบรนด์เนม ที่นี่ก็มีให้คุณเลือกซื้อหาอย่างครบครันแต่ก็ไม่ใช่ว่ามาที่นี่ที่เดียวแล้วจะจบหรอกครับ อ้าว ไหนเกริ่นมาซะดิบดี ทำไมมาเททิ้งกันกลางทางแบบนี้ คือพูดกันตามความเป็นจริง ของเค้าถูกจริง มีทุกอย่างจริง แต่นั่นคือภาพรวม บางครั้งของบางชิ้นบางอย่างที่เราอยากได้ เผลอๆร้านยาป้ายเหลืองอย่าง Matsumoto Kiyoshi ขายถูกกว่างี้ หรือร้านขนมที่อยู่ในตลาดอาเมโยโกะลดราคาเยอะกว่างี้ นั่นหมายความว่า ถ้ามีเวลาควรตรวจสอบราคาให้ดีก่อนซื้อ ไม่งั้นเดี๋ยวจะมาหงุดงหงิดทีหลังว่า ไหนบอกที่นี่ถูกสุด จ่ายแพงกว่าไปตั้งหลายตัวแล้ว นี่ยังไม่นับช่วงเวลาที่ทัวร์จีนลง คณะคนไทยลง โอ้โห ยังกะแจกของฟรีครับ ของลงตู้มเดียว 3-4 ลัง หายวับไปกับตา ไม่ใช่ว่าเจ้าหน้าที่เค้าไม่ทำงาน แต่เค้าเติมของไม่ทันคนซื้อมากกว่า เพราะงั้นถ้าจะให้สรุปว่าดีมั้ย ก็ต้องบอกว่าดี สำหรับคนที่อยากปิดท้ายทริป ด้วยการไปช้อปกระหน่ำ แต่มีเวลาน้อย มาที่ตึกม่วงตึกเดียวรับรองเอาอยู่ แต่ถ้ามีเวลามากหน่อย แนะนำให้เดินทั่วๆทั้งย่านอุเอโนะและตลาดอาเมโยโกะก่อน ค่อยๆเลือกซื้ออันที่คิดว่าถูกและเหมาะกับเราจริงๆ เพราะทุกอย่างที่ตึกม่วงมี ก็มีขายในย่านนั้นทั้งหมดนั่นแหละครับ เพียงแต่เค้ารวบทุกอย่างมาไว้ที่เดียวให้เพื่อความสะดวกของคุณลูกค้านั่นเอง

 

Cr. Drkigawa
 
Cr. Sly Mike

5.รวมของกินในตรอกโอโมอิเดะ

           หลายคนที่มาชินจูกุอาจจะไม่เคยรู้ว่าที่นี่เขามีตรอกเล็กๆ ที่ชื่อว่าตรอกโอโมอิเดะโยโกโจ เป็นย่านกินดื่มสุดเรโทร ซึ่งส่วนมากมีแต่คนญี่ปุ่นเท่านั้น ตรอกโอโมอิเดะโยโกโจ คือตรอกเล็กๆ ที่สองข้างทางมีแต่ร้านอิซากะยะ หรือร้านกินดื่มสไตล์ญี่ปุ่น เน้น อาหาร ปิ้งย่าง จานเล็กๆ ทานคู่กับ เบียร์ สาเก และเหล้า ตัวร้านจะเป็นร้านเล็กๆ แต่ละร้านสามารถนั่งได้ไม่เกิน 20 คน โดยจะจัดที่นั่งแบบเคาน์เตอร์ ตรงกลางจะเป็นพนักงานที่รับออเดอร์ และปิ้งย่างกันในร้าน ถ้าใครเคยดูละครญี่ปุ่นคงจะเคยเห็นบทเล็กๆ ของเจ๊ หรืออาเฮียเจ้าของร้านเหล้าเล็กๆ ทีเป็นเหมือนจุดเชื่อมโยงเรื่องราวของตัวละครต่างๆ ในเรื่อง หลายเรื่องราวอาจจะเกิดภายในร้านเหล้า หลายเรื่องราวอาจจะได้มาเล่าภายในร้านเหล้า และหลายเรื่องราวก็อาจจะจบที่ร้านเหล่าแห่งนี้ ที่นี่บรรยากาศก็เหมือนในหนังเปี๊ยบ! เจ้าของร้านพุดคุยสนิทสนมกับลูกค้า เสียงเฮฮาปาจิงโกะ ทำให้นักท่องเที่ยวอย่างเราเริ่มอยากเข้าไปนั่งเฮฮากับเขาด้วย

 

Cr.  Keiichis

6.นั่งรถไฟสายยูริกาโมเมะข้ามสะพานสายรุ้ง

          เที่ยวในโตเกียว หรือ มหานครโตเกียว สิ่งที่ไม่ควรพลาดอีกจุดของการมาเที่ยวโตเกียว คือ การนั่งรถไฟรถไฟฟ้าสายแรกแบบไม่มีคนขับ หรือ รถไฟไร้คนขับแห่งโอไดบะ (Odaiba) เกาะที่มนุษย์สร้างขึ้นมา และทีนี่ก็จะมีสิ่งแรกเกิดขึ้นมากมาย รวมถึงรถไฟขบวนนี้ด้วย รถไฟขบวนนี้มีชื่อเรียกว่า รถไฟสาย Yurikamome เป็นรถไฟลอยฟ้าที่ให้บริการในกรุงโตเกียว เชื่อมต่อระหว่างสถานีชิมบาชิ (Shimbashi) และสถานีโทโยซุ (Toyosu) สะพานสายรุ้ง เป็นสะพานแขวนที่ทอดข้ามทางตอนเหนือของอ่าวโตเกียว เชื่อมระหว่างย่านชิบะอุระกับย่านโอไดบะในเขตมินะโตะ กรุงโตเกียว สร้างเสร็จสมบูรณ์และเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2536 (ค.ศ. 1993)สะพานมีความกว้าง 570 เมตร มีถนนสองชั้นเพื่อรองรับเส้นทางการจราจร 3 สาย ชั้นบนเป็นทางด่วนมหานครหมายเลข 11 สายโอไดบะ ส่วนชั้นล่างเป็นเส้นทางหมายเลข 357 และสายยุริคะโมะเมะบนสะพานมีทางเดินเท้าทั้งสองฝั่ง คือ ฝั่งเหนือและฝั่งใต้ ฝั่งเหนือจะเห็นทิวทัศน์ของชายฝั่งโตเกียวตอนในและโตเกียวทาวเวอร์ ส่วนฝั่งใต้จะมองเห็นอ่าวโตเกียว และบางครั้งอาจมองเห็นภูเขาไฟฟูจิด้วย สะพานนี้ไม่อนุญาตให้รถจักรยานและรถจักรยานยนต์ใช้เส้นทางเสาสูงที่รองรับสะพานทาด้วยสีขาว เพื่อให้กลมกลืนกับท้องฟ้าเหนือโตเกียวตอนกลางที่มองเห็นจากโอไดบะ บนเส้นลวดขึงสะพานจะติดหลอดไฟไว้ ซึ่งจะเปลี่ยนสีระหว่างสีแดง ขาว และเขียวในทุกคืน โดยอาศัยพลังงานแสงอาทิตย์ที่เก็บไว้ในเวลากลางวัน

 

Cr. Active-U

7.เดินชมอ่าวโตเกียว

          สิ่งที่ต้องทำคือการจูงมือคนรักเดินเล่นริมอ่าวโตเกียว ชมวิวยามค่ำคืนของมหานครโตเกียวที่มีฉากหลังเป็น สะพานสายรุ้ง ตึกสูงและโตเกียวทาวเวอร์ อ่าวโตเกียวล้อมรอบด้วยคาบสมุทรโบโซ (จังหวัดจิบะ) ทางทิศตะวันออก และคาบสมุทรมิอุระ (จังหวัดคะนะงะวะ) ทางทิศตะวันตก อ่าวโตเกียวแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ด้านเหนือและด้านใต้ ซึ่งแบ่งโดยการลากเส้นจากปลายแหลมคันนอน ในคาบสมุทรมิอุระไปอีกฝั่งถึงปลายแหลมฟุตสึ ในคาบสมุทรโบโซ บริเวณนี้มีพื้นที่ประมาณ 992 ตารางกิโลเมตร แต่หากรวมพื้นที่อ่าวด้านใต้ตั้งแต่เส้นแบ่งลงมาถึงช่องแคบอุระงะ อ่าวโตเกียวจะมีพื้นที่ทั้งสิ้น 1320 ตารางกิโลเมตร

 

Cr. Mary-Anne.
 
Cr. Edu M.K.

8. เดินเที่ยวหรือช้อปในย่านฮาราจูกุ

           ฮาราจูกุ (Harajuku) เป็นย่านที่มีสีสันไม่แพ้ย่านอื่นในโตเกียว ย่านนี้เป็นย่านของวัยรุ่นญี่ปุ่น มีการแต่งชุดคอสเพลย์ตามตัวการ์ตูนที่ชื่นชอบ มีการแสดงดนตรี โชว์ความสามารถพิเศษให้คนที่ผ่านไปผ่านมาได้ชม ร้านค้า แหล่งชอปปิ้งในย่านนี้จะเน้นไปที่เสื้อผ้าแฟชั่นแบบวัยรุ่น และร้านกิ๊ฟช๊อปน่ารักๆ หลายร้านที่สามารถเดินดูกันได้ทั้งวันแบบไม่มีเบื่อ และนอกจากนี้ย่านฮาราจูกุยังเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าเมจิ เป็นศาลเจ้าที่คนญี่ปุ่นเคารพ นับถือ ตั้งอยู่ในสวนป่าใหญ่ ท่ามกลางบรรยากาศแบบธรรมชาติ การเดินเล่นในฮาราจูกุควรใช้เวลาตั้งแต่ครึ่งวัน ไปจนถึงเต็มวัน แล้วแต่เวลาที่มีและความชอบของแต่ละคน

 

Cr. Kenny Teo (zoompict)

9.ชมวิวมุมสูงจากโตเกียวสกายทรี

           หอโทรทัศน์โตเกียวสกายทรี (Tokyo Skytree) เป็นหอที่เพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่และยังเป็นเหมือนแลนด์มาร์คของโตเกียว ตั้งอยู่ใจกลางของ Sumida City Ward ไม่ไกลจากวัดอาซากุสะ (Asakusa) โตเกียวสกายทรีเป็นตึกที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น มีความสูงถึง 634 เมตร บริเวณรอบๆเป็นแหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่ รวมทั้งมีอควอเรียมอยู่ในนั้นด้วยโตเกียวสกายทรีถูกแบ่งเป็นสองขั้น โดยชั้นแรกสูง 350 เมตร และชั้นบนสูง 450 เมตร เป็นจุดชมวิวเมืองโตเกียวที่สวยที่สุดอีกจุดนึงเนื่องจากสามารถชมวิวได้รอบทิศ 360 องศา ภายในชั้นแรกจะมีร้านขายของที่ระลึกและร้านอาหาร Musashi Sky Restaurant ซึ่งเป็นอาหารสไตล์ฟิวชั้นญี่ปุ่นผสมฝรั่งเศสชั้นบนสุดของโตเกียวสกายทรี เรียกว่า Tembo Deck สูงถึง 450 เมตร ซึ่งเป็น Skywalk ที่สูงที่สุดในโลก ทางเดินที่ชั้นนี้จะเป็นสโลปค่อยสูงขึ้นไปคล้ายกับบันไดวนแต่ไม่ชัน เมื่อเดินขึ้นไปเรื่อยๆก็จะถึงจุดที่สูงที่สุดของหอคอย มีความสูง 451.2 เมตร ทั้งชั้นจะเป็นกระจกใส สามารถมองเห็นวิวของทั้งเมืองโตเกียวได้รอบด้าน ยิ่งในช่วงพระอาทิตย์ตกดิน จะเป็นวิวที่สวยงามมาก

          เป็นไงบ้างละครับกับ 9 สถานที่สุดฮิป เมื่อมาถึงโตเกียวแล้วก็อย่าลืมแวะเวียนมาบ้างนะครับ นอกจากนี้ยังมีบทความน่าสนใจอยู่อีกเพียบ! ทัวร์ญี่ปุ่นพรีเมี่ยม ทัวร์เกาหลี เจจู ทัวร์ฮ่องกง ทัวร์ไต้หวัน จิ่วเฟิ่น ทัวร์จีน ทัวร์มาเลเซีย ปุตราจายา ทัวร์เวียดนาม ทัวร์กัมพูชา เสียมเรียบ ทัวร์สิงคโปร์ ทัวร์พม่า สิเรียม ทัวร์ลาว หลวงพระบาง ทัวร์มัลดีฟส์ ทัวร์อินเดีย แคชเมียร์ ทัวร์เนปาล ปัคตาปูร์ ทัวร์ภูฏาน ทัวร์ศรีลังกา ทัวร์จอร์แดน ทัวร์อินโดนีเซีย ทัวร์ฟิลิปปินส์ ทัวร์ดูไบ ซาร์จาห์ ทัวร์บาหลี คินตามณี ทัวร์อียิปต์ ไคโร ทัวร์บรูไน ทัวร์ยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ ทัวร์รัสเซีย ทัวร์โครเอเชีย ทัวร์ตุรกี ทัวร์อเมริกา ซานฟรานซิสโก ทัวร์ออสเตรเลีย ทัวร์นิวซีแลนด์ อ๊อคแลนด์ และ ทัวร์แอฟริกาใต้ ราคาตั๋วเครื่องบิน ตั๋วเครื่องบินราคาถูก ตั๋วเครื่องบิน ตั๋วเครื่องบินการบินไทยราคาถูก นกแอร์ แอร์เอเชีย ไทยไลอ้อนแอร์ Avis Thailand โรงแรม Skypark Marina Bay JR PASS ประกันการเดินทาง พ็อกเก็ต ไวไฟ

อย่าลืมกดติดตามหรือฝากกด Like กด Share บทความของผมด้วยนะครับ ถูกใจมากหรือน้อยเพียงใดก็น้อมรับคำติชมนะครับ :)

หากท่านใดสนใจไปเที่ยวญี่ปุ่น สามารถคลิก ทัวร์ญี่ปุ่น ได้เลยครับ ..