ปักหมุด 11 สถานที่สุดฮิตไม่ควรพลาด เมื่อไปเที่ยวฮอกไกโด

Last updated: Dec 8, 2016  |  3543 จำนวนผู้เข้าชม  |  Article

ปักหมุด 11 สถานที่สุดฮิตไม่ควรพลาด เมื่อไปเที่ยวฮอกไกโด

ปักหมุด 11 สถานที่สุดฮิตไม่ควรพลาด เมื่อไปเที่ยวฮอกไกโด

          ประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศที่เป็นหมู่เกาะที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและในฝั่งทางตะวันตกของประเทศญี่ปุ่นนั้นจะอยู่ติดกับคาบสมุทรเกาหลีและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยจะมีทะเลญี่ปุ่นแบ่งกันอยู่แล้ว

          รู้หรือเปล่า? ทำไมประเทศญี่ปุ่นถึงได้รับฉายาว่า “ดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย” นั่นก็เพราะประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่บนละติจูดที่ 20 และเป็นประเทศแรกที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของโลก ในแต่ละวันที่พระอาทิตย์ขึ้นส่องแสง ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศแรกที่ได้รับการส่องสว่างที่แรกในโลก จึงเป็นที่มาของฉายา “ดินแดนอาทิตย์อุทัย” นั่นเอง

          นอกจากนี้ ประเทศญี่ปุ่นยังมีเนื้อที่ใช้สอยมากกว่า 377,930 ตารางกิโลเมตรเลยทีเดียว และยังประกอบไปด้วยหมู่เกาะเล็กๆที่มีมากถึง 3,000 เกาะ และมีเมืองหลวงชื่อว่า กรุงโตเกียว และญี่ปุ่นยังมีอีกหลายภูมิไม่ว่าจะเป็น โทโฮะกุ,จูบุ,คันโต,คันไช,จูโงกุ,ชิโกกุ,คิวชู,โอกินาว่าและฮอกไกโดย่อมเป็นที่รู้จักดีในหมู่นักท่องเที่ยวซึ่งในแต่ละภูมิภาคนั้นจะมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายให้ท่านได้ไปสัมผัส

          ซึ่งในวันนี้ผมจะพาท่านมาเรียนรู้จักสถานที่ต่างๆของเกาะฮอกไกโดแบบไปเที่ยวได้ไม่งงแน่นอน ฮอกไกโด มีชื่อเรียกเดิมว่า เอะโซะ และยังเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่รองลงมาจะประเทศญี่ปุ่นเป็นอันดับสองที่รองลงมาจากเกาะฮนชูซึ่งเกาะฮอกไกโดนี้มีประชากรทั้งหมด 5 ล้านคน และเกาะฮอกไกโดนี้ยังเป็นศูนย์กลางและใหญ่ของเขตฮอกไกโด คือ ซัปโปะโรนกจากนี้เกาะฮอกไกโดแห่งนี้ในสมัยก่อนเคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวไอนุมาก่อนและก็ถูกกลื่นชนชาติไปโดยชาวญี่ปุ่น ถึงแม้จะโดนกลืนไป แต่ในปัจจุบันก็ยังมีคงเหลืออยู่และใช้วิถีชีวิตอย่างคนญี่ปุ่นทั่วไป และจุดเด่นของเกาะฮอกไกโดนี้เป็นเกาะที่มีเขตอากาศที่หนาว โดยเฉลี่ยจะมีหิมะตกทั่วเกาะประมาณ 4-6 เดือนโดยจะมีหิมะที่ตกมากที่สุดจะอยุ่ในบริเวนเมืองซัปโปะโร นอกจากที่เป็นเขตที่มีความหนาวแล้วเกาะฮอกไกโดยังมีความอุดมสมบรูณ์ของธรรมชาติ วิวทิวทัศน์ที่สวยงามและยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายสถานที่ให้ท่านได้เดินเที่ยวชม วันนี้เรามาทำความรู้จักกับสถานที่เที่ยว ที่ไม่ควรพลาดในฮอกไกโด พร้อมแล้ว ลุย! ..

 

Cr. かがみ~

Cr.  yanoks48

1.ภูเขาโมอิวะ ชมความงามทั้งกลางวันและกลางคืน

          โมอิวะดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งชนเผ่าไอนุเมื่ออดีตที่ถูกปกคลุมไปด้วยป่าอันบริสุทธิ์แห่งโมอิวะ ซึ่งภูเขาโมอิวะแห่งนี้มีความสูงจากน้ำทะเลถึง 531 ม.และตั้งอยู่ในใจกลางของเมืองซัปโปโร ซึ่งได้มีนักสำรวจท่านหนึ่งได้เขียนไว้ว่าภูเขาโมอิวะนี้เป็นสถานที่เฝ้ามองในสิ่งต่างๆและเป็นที่เคารพบูชาของชนเผ่าไอนุ

          ในปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองซัปโปะโร ซึ่งในตอนกลางวันถ้าใช้เวลาในการเดินขึ้นเขาแทนที่จะขึ้นกระเช้าท่านจะได้สัมผัสธรรมชาติแห่งโมอิวะและหลงเสน่ห์ไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงฤดูใบไม้ร่วงจนถึงยอดเขาและสำหรับท่านใดที่ไม่ชอบในการเดินขึ้นเขาโมอิวะแล้วก็สามารถที่จะนั่งกระเช้าเพื่อชมความงามใบไม้เปลี่ยนสีจากมุมสูงได้เช่นกันและเมื่อใครที่ได้ไปถึงยอดเขาโมอิวะท่านจะได้พบกับระฆังโมอิวะ และชาวฮอกไกโดยังมีความเชื่อกันว่าท่านใดที่ได้ไปตีจะได้พบแต่ความสุขและความรักที่หมั่นคงส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่ไปถึงก็จะตีและนำกุญแจคู่มาล็อกเอาไว้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความรักที่เชื่อมั่นในกันและกัน ส่วนช่วงกลางดึก นักท่องเที่ยวที่ชอบชมวิวสวยๆที่ภูเขาโมอิวะก็มีความงดงามในช่วงดึกที่มีความส่องสว่าง ช่างเหมาะกับการออกเดทเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ภูเขาโออิวะยังเป็นภูเขาที่นักท่องเที่ยวนิยมแห่กันมาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเพราะจะทำให้ได้เห็นต้นไม้เปลี่ยนซึ่งเป็นเสน่ห์แห่งภูเขาแห่งนี้

 


Cr. reo reo neko neko

2.เดินเที่ยวชมอุทยานแห่งชาติชิเรโตโกะ

          อุทยานแห่งชาติชิเรโตโกะ เป็นชื่อที่มีชื่อเรียกจากชาวไอนุที่หมายถึง “จุดสุดขอบโลก” ซึ่งตั้งอยู่ในทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะฮอกไกโด และอุทยานแห่งนี้มีพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมืองอย่างมาก ทำให้การเดินทางจึงต้องใช้เรือซึ่งอุทยานแห่งนี้ไปมีชื่อเสียงในด้านความอุดมสมบรูณ์อย่างมาก โดยการที่มีหุบที่ยาวเรียงรายตามริมมหาสมุทรและด้วยความเขียวขจีต้องต้นไม้ที่ขึ้นปกคลุมอย่างหนาแน่นและทุ่งหญ้าที่โล่งกว้างและยังมีธารน้ำใสซึ่งทำให้มีสัตว์นานาพันธุ์ที่หายากอาศัยอยู่อย่างมากมายในเขตอุทยานแห่งนี้ และส่วนใหญ่ที่ไปชมอุทยานแห่งนี้จะมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ทำไม่ว่าจะเป็น การส่องนก การล่องเรือไปตามแม่น้ำชมความงดงามรอบๆอุทยานบอกได้เลยว่าฟินที่สุดแล้ว..

          นอกจากนี้อุทยานอุทยานแห่งชาติชิเรโตโกะได้ขึ้นทะเบียนว่าเป็นมรดกโลก ในปี พ.ศ. 2548 อีกด้วยนอกจากนี้อุทยานชิเรโตโกะเป็นที่จับตาของโลกอีกด้วย อุทยานชิเรโตโกะมีองศาละติดจูดตรงกับกรุงโรมของอิตาลีและยังมีผิวน้ำทะเลที่แตกละลายเป็นแผ่นๆลอยอยู่ในช่วงต้นฤดูใยไม้ผลิซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่อัศจรรย์จริงๆ

 

Cr. yamuhaton

Cr. kaifudo

3.สักการะศาลเจ้าฮอกไกโด

          ความเป็นมาของศาลเจ้าฮอกไกโดนั้น เริ่มตั้งแต่สมัยสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิทรงได้โปรดเกล้าให้สร้างศาลเจ้านี้ขึ้น และต่อมาในปี ค.ศ. 1869 ชิมาโยชิทาเกะซึ่งเป็นทูตที่บุกเพิกในการสร้างศาลเจ้าขึ้น ณ ที่ของมารุยามะซึ้งโอบล้อมด้วยภูเขาทั้งสามด้าน และส่วนอีกหนึ่งด้านที่เหลือได้สร้างไว้ให้แผ่ขยายออกสู่พื้นที่ราบ ต่อมาในปี ค.ศ. 1964 ได้มีการสถาปนานาจักรพรรดิเมจิขึ้นเป็นเทพพิทักษ์ โดยได้รับพระบรมราชานุญาตจากจักรพรรดิโชวะ และในปัจจุบันจึงมีการสักการะเทพทั้งสี่องค์จากเทพสามองค์และเทพทั้งสี่องค์นี้จะคอยเป็นผู้เฝ้ามองการพัฒนาของเกาะฮอกไกโด และความสงบสุขของผู้คนที่อาศัยในเกาะฮอกไกโดนี้

          ปัจจุบันวีถีชีวิตของชาวฮอกไกโด ได้เริ่มมีการมาสักการะในวันปีใหม่เพื่อจะได้ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกจากตัว และพิธีสมรสเพื่อความมั่นคงในความรัก เป็นต้น นอกจากนี้ในเขตศาลเจ้าฮอกไกโดแห่งนี้ ยังมีธรรมชาติที่มีความอุดมสมบรูณ์ มีกระรอกป่าที่คอยออกมาเยี่ยมและทักทายนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยือนในศาลเจ้าฮอกไกโดแห่งนี้ เพื่อที่จะมาชมการออกดอกของซากุระและดอกบ๊วยที่บานสะพรั่งพร้อมๆกัน เมื่อฤดูใบไม้ผลิที่กำลังเข้ามาเยือนและในช่วง 14-16 มิถุนายน ศาลเจ้าจะมีการจัดพิธีอันที่ยิ่งใหญ่เพื่อรอรับฤดูร้อนตามความเชื่อแบบชินโตซึ่งงานพิธีกรรมนี้มีแรงดึงดูดผู้มีจิตศรัทธาจากคนทั่วญี่ปุ่นเป็นจำนวนมากในทุกๆปี ซึ่งใครที่ได้เข้ามารวมพิธีนี้ซึ่งชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อความจะได้รับความสุขตลอดปีทำมาค้าขึ้นร่ำรวยๆ

 

Cr. nadoutrip.com

4.เที่ยวชมอุทยานแห่งชาติอะกัง

          เป็นอุทยานที่อยู่ในจังหวัดฮอกไกโด และยังเป็นอุทยานที่มีความเก่าแก่มากที่สุดของจังหวัดฮอกไกโด ซึ่งจุดเด่นของอุทยานแห่งชาติอะกังนี้ มีความเลื่องชื่อในด้านทะเลสาบที่มีความสะอาดบริสุทธิเป็นอย่างมาก ซึ่งทะเลสาบอะกังแห่งนี้จะกลายเป็นพื้นน้ำแข็งในช่วงฤดูหนาว และในฤดูอื่นๆคุณจะได้พบกับสาหร่ายสีเขียวที่มีชื่อว่ามาริโมะซึ่งลักษณะพิเศษของสาหร่ายมาริโมะนี้จะจับตัวกันเป็นลูกกลมๆและมีขนาดเท่ากับลูกฟุตบอลซึ่งใครที่ได้มา ณ อุทยานแห่งชาติอะกังนี้จะพลาดไม่ได้ที่จะล่องเรือชมความสวยงามและวิวทิวทัศน์ของทะเลสาบอะกังนี้ ซึ่งใครที่ชอบน้ำแข็งก็สามารถที่จะมารวมเทศกาลน้ำแข็งทะเลสาบอะกังนี้ได้ในช่วง มกราคม - มีนาคมของทุกปี ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีอยู่แล้วนอกจากจะมีพื้นน้ำแข็งให้เล่นแล้วก็ยังมีการแกะสลักน้ำแข็ง และพลุไฟให้เพลิดเพลินตาอีกด้วย ..

 

Cr. Linus Ho

5.เที่ยวนิเซโกะ

          นิเซโกะเป็นแหล่งที่เล่นสกีที่ดีที่สุดในฮอกไกโดกันเชียว! ซึ่งนิเซโกะเป็นเมืองเล็กๆที่อยู่ระหว่างภูเขา Niseko Annupuri ที่มีความสูงถึง 1,308 เมตรและภูเขา Yotei ที่มีความสูงถึง 1,898 เมตร ซึ่งเมืองแห่งนี้เป็นแหล่งนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบในการเล่นสกีที่นิยมกันมากที่สุดในญี่ปุ่น หิมะของนิเซโกะแห่งนี้มีคุณภาพที่ดีตามธรรมชาติและปุยฝอยละเอียดเสมือนแป้ง ซึ่งเหมาะกับการเล่นสกีเป็นยิ่งนอกจากจะเล่นสกีแล้วยังมีกิจกรรมอื่นในช่วงฤดูหนาวให้คุณทำ นอกจากเล่นสกีมีทั้งนั่งรถสโนว์โมบิล นั่งเลือนเทียม เป็นต้น และไม่ต้องกลัวที่จะพลาดในช่วงฤดูหนาว ช่วงฤดูร้อนคุณก็ยังสามารถจะทำกิจกรรมกลางแจ้งได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น การเดินเขา การเล่นกอล์ฟ ล่องแพ ขี่ม้า อีกมากมาย ให้คุณได้เลือกที่จะทำและใครที่ได้ไปเมืองนิเซโกะ อย่าพลาดที่จะไปถ่ายรูปคู่กับภูเขาไฟฟูจิน้อยกันด้วยนะครับ ไม่งั้นก็คงจะไปไม่ถึง เมืองนิเซโกะ แน่นอนขอบอก ..

 

Cr. yiming1218

Cr. Ted Tsang

6. เที่ยวเมืองโอตารุ

          เมืองโอตารุ เป็นเมืองเล็กที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองซัปโปโร และยังเป็นแลนด์มากสำคัญของนักท่องเที่ยวที่ห่างออกไปประมาณ 40 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเมืองที่มีขนาดเล็กเพียงใช้เวลาแค่วันเดียวก็สมารถที่จะเดินเที่ยวชมได้จนหมดซึ่งในอดีตเมืองโอตารุนี้เป็นเมืองที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าเมืองฮาโกดาเตะ แต่จากมีการพัฒนาที่ช้ากว่าที่อื่นจึงทำให้ความเจริญส่วนใหญ่ไปตกอยู่ที่เมืองซัปโปโรและแลนด์มากของโอตารุนี้คือคลองโอตารุซึ่งคลองโอตารุแห่งนี้มีความยาวประมาณ 1.5 กิโลเมตร ในสมัยก่อนในลำคลองของโอตารุแห่งนี้มีความสกปรกอย่างมาก เพราะอยู่ติดกับท่าเรือ ต่อมาได้มีการพัฒนาและฟื้นฟูให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว และในปัจจุบันน้ำในคลองโอตารุนี้มีความใสสะอาดจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองโอตารุ และโกดังเก่าที่ตั้งอยู่ข้างริมคลองนั้นก็ได้ปรับเปลี่ยนให้เป็นร้านอาหารและร้านกาแฟให้ท่านได้ลองชิมได้บรรยากาศแปลกใหม่ไปอีกอารมณ์ นอกจากเดินไปกินไปแล้วก็มายังถนนซาไกมาจิเป็นถนนที่รวบรวมร้านขายของที่ระลึกต่างๆให้ท่านได้เลือกซื้อสิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้คือเครื่องแก้วคริสตัล ที่คอยส่องประกายสวยงามนอกจากจะชมสิ่งของที่ระลึก เสร็จแล้วก็มาชมพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีที่ตั้งอยู่ภายในก้อนอิฐสีแดงเก่าประมาณสองชั้นภายในจะเปิดให้ชมกล่องดนตรีมากมายหลายรูปแบบมากมายให้ท่านได้เที่ยวชมและสามารถซื้อเก็บไว้เป็นที่ระลึกก็ได้นะครับ

 

Cr. Ted Tsang

7. เที่ยวเมืองโนะโบะริเบะสึ

          เนื่องด้วยตัวเมืองเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนปากแม่น้ำ ดังนั้นจึงมีพื้นที่ค่อนข้างแคบ ซึ่งห่างจากชายฝั่งประมาณ 6 กิโลเมตร ยังเป็นที่ตั้งของ โนะโบะริเบะสึออนเซ็นที่มีผู้คนนิยมมาเพลิดเพลินกับน้ำพุร้อนออนเซนธรรมชาติจากหุบเขา Jigokudani ที่สามารถนั่งแช่ไป ชมน้ำพุร้อนที่พุ่งมาจากใต้ดินธรรมชาติได้ตลอดเวลา ซึ่งยังเป็นแหล่งที่รวบรวมรีสอร์ทสำหรับการพักผ่อนเป็นระดับต้นๆของฮอกไกโดอีกด้วย และทำให้มีจำนวนมากในทุกๆปี โดยที่นี่เป็นหนึ่งในรีสอร์ทที่มีชื่อเสียงมากในประเทศญี่ปุ่น และถือเป็น "เมืองน้ำพุร้อน" ที่ใหญ่ที่สุดในฮอกไกโด ซึ่งสถานที่แห่งนี้ ยังเป็นที่ตั้งของ หุบเขานรก จิโงะกุดัง  นอกจากนี้ โนะโบะริเบะสึ ยังเป็นที่ตั้งของอุทยานหมีสีน้ำตาลซึ่งเป็นหมีเฉพาะถิ่นของฮอกไกโดที่หาได้ยากโดยเฉพาะหมีสีน้ำตาลนี้มีถิ่นกำเนิดในดินแดนไซบีเรียและฮอกไกโดเท่านั้นและจะหาดูได้ที่เมืองโนะโบะริเบะสึเพราะหมีสีน้ำตาลนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองโนะโบะริเบะสึนี้อีกด้วย ..

 

Cr. ttykimo

8.เมืองฮาโคดาเตะ

          ฮาโคดาเตะ เป็นเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมเชิงเขาของฮาโคดาเตะ ขนานด้วยทะเลทั้ง 2 ด้าน เมื่อเรามองลงไปจากยอดเขาฮาโคดาเตะ จะได้เจอความสวยงามที่ไม่เคยได้เจอมาก่อนจนทำให้คนญี่ปุ่นยกให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีวิวสวยงามในยามค่ำคืนที่สวยที่สุดเป็นอันดับ 1 ใน 3 ของโลกอีกด้วย

          ย้อนกลับไปในช่วงปี พ.ศ. 2402 ท่าเรือฮาโคดาเตะได้เปิดเป็นท่าเรือพาณิชย์นานาชาติแห่งแรกของญี่ปุ่นพร้อมกับโยโกฮามาและท่าเรือนางาซากิ และถือเป็นท่าเรือสำคัญที่หนึ่งที่ในญี่ปุ่นอีกที่หนึ่งและในเมืองฮาโคดาเตะนี้ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมทางตะวันตกซึ่งเมืองฮาโคดาเตะยังมีอีกหลายสถานที่ให้ได้เที่ยวชม อย่างแรกคือป้อมรูปดาวโกเรียวคะคุ ป้อมปราการแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องการการถูกบุกรุกจากต่างชาติในช่วงที่ประเทศสหรัฐต้องการบังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศซึ่งในปัจจุบัน ณ ป้อมปราการแห่งนี้ได้กลายเป็นสวนสาธารณะโกเรียวคะคุและยังคงสภาพเดิมไว้เป็นอย่างดีจากนั้นก็เดินไปชมหอคอยโกเรียวคะคุเป็นหอคอยที่เอาไว้ใช้ในการมองสวนสาธารณะโกเรียวคะคุซึ่งหอคอยแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2549 มีความสูงถึง 107 เมตรมีรูปร่างเป็นทรง 5 เหลี่ยมงดงามนอกจากหอคอยแล้วเมืองฮาโคดาเตะมีอาคารที่ทำการไปรษณีย์เก่าเป็นอาคารที่ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2454 ซึ่งภายนอกอาคารจะถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์ที่เลื่อยไปจนเกือบเต็มตัวอาคารทำให้มีความสวยงามไปอีกแบบและนักท่องเที่ยวจะนิยมไปถ่ายรูปที่นี้เป็นจำนวนมากแต่ในปัจจุบันอาคารไปรษณีย์แห่งนี้ได้กลายมาเป็นร้านอาหารและร้านกาแฟไว้เป็นที่พักผ่อนและถ่ายรูป

           ต่อก็มาชมโกดังอิฐแดงเก่าแห่งเมืองฮาโคดาเตะซึ่งเป็นโกดังที่สร้างขึ้นมาแทนโกดังสินค้าเก่าที่ถูกไฟไหม้ไปซึ่งเป็นมุมที่มีนักท่องเที่ยวชอบพากันมาถ่ายรูป ณ ที่นี้ซึ้งภายในอาคารจะมีร้านขายของที่ระลึก ร้านเสื้อผ้า กิ๊ฟช้อปและร้านอาหารทั่วไปและยิ่งถ้าเป็นช่วงตอนกลางคืนของดกดังอิฐแดงนี้จะเปิดไฟประดับสวยงามและยังเป็นสถานที่ที่สุดแสนโรแมนติกอีกที่หนึ่งเลยก็ว่าได้ยิ่งกว่านี้เมืองฮาโคดาเตะยังมีท่าเรือเก่าที่เคยมีเรือเฟอร์รี่ของบริษัทมิตชูบิชิและเรือเฟอร์ของการรถไฟญี่ปุ่นให้บริการที่ท่าเรือแห่งนี้เท่านั้น แต่หลังจากที่ท่าเทียบเรือแห่งใหม่มาท่าเรือแห่งนี้ก็กลายเป็นเพียงอนุสาวรีย์ไว้ให้ระลึกถึงนี้แค่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองฮาโคดาเตะส่วนที่เหลือเป็นความลับนะครับบอกเลยได้ว่าถ้าคุณได้ไปสัมผัสด้วยตัวเองจะคุ้มค่าอย่างมากเลยนะครับจะบอกให้

 

Cr. arcreyes [-ratamahatta-]

9.เมืองอะซาฮิคาวะ

          เมืองอะซาฮิคาวะ เป็นเมืองที่อยู่บนเกาะฮอกไกโดอย่างแรกที่ทุกคนจะคิดถึงเป็นสิ่งแรกคือขบวนพาเหรดของเหล่านกเพนกวิน ของสวนสัตว์อะซาฮิยาม่าเมือฤดูหนาวมาถึงทีไรเหล่านกเพนกวินจะออกมาอวดโฉมความน่ารักทามกลางหิมะที่ขาวโพลนซึ่งเป็นที่ชื่นชอบกับบรรดาเด็กๆที่เข้ามารอชมนอกจากนี้เมืองอะซาฮิคาวะยังมีอีกหลายสถานที่ให้ท่านได้เที่ยวชมอีกมากมาย อะซาฮิคาวะเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองซัปโปโรและยังเป็นเมืองที่ใหญ่รองลงมาเป็นอันดับ 2 แห่งเกาะฮอกไกโด จุดเด่นของเมือง อะซาฮิคาวะมีสะพานที่ข้ามแม่น้ำมากถึง 740 แห่งนอกจากจะมีสะพานที่ข้ามแม่น้ำที่มากแล้วยังมีสวนสัตว์อะซาฮิยาม่าซึงสวนสัตว์แห่งนี้ตั้งอยู่ริมเชิงเขาทางทิศตะวันออกของเมืองและสัตว์ในสวนส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์เมืองหนาวยกตัวอย่างเช่น เพนกวิน แมวน้ำ และหมีขั้วโลกและสัญลักษณ์ของส่วนสัตว์นี้จะเป็นขบวนพาเหรดของเหล่านกเพนกวินที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมอย่างมากในทุกๆปีนอกจากจะมีสวนสัตว์ที่น่าเที่ยวแล้วเมือง อะซาฮิคาวะยังมีพิพิธภัณฑ์เกล็ดหิมะซึ่งพิพิธภัณฑ์เกล็ดหิมะแห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ใต้ดินที่ลึกลงไปจากพื้นดินประมาณสิบเมตรและต้องเดินบะนไดวนลงไปเรื่อยๆจนถึงห้องที่เก็บน้ำแข็งขนาดใหญ่เอาไว้ให้ชมได้มากกว่า 200 แบบนอกจากนี้ยังมี พิพิธภัณฑ์หัตถรรมพื้นบ้านยูคาระ โอะริ และ พิพิธภัณฑ์ศิลปะสีย้อมและสิ่งทอนานาชาติ ที่อยู่ใกล้เคียงกันสามารถเดินเที่ยวชมและถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกได้และสถานที่สุดท้ายของเมืองอะซาฮิคาวะคือยอดเขาอะซาฮิดาเกะซึ่งในยอดเขาอะซาฮิดาเกะมีอุทยานแห่งชาติที่ชื่อว่าไดเซ็ตสึซังเป็นอุทยานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่นและยอดเขาอะซาฮิดาเกะแห่งนี้ยังเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศอีกด้วยและสิ่งที่พลาดไม่ได้คือราเมนต้นตำรับแท้สไตล์ฮอกไกโดบอกเลยว่าความอร่อยของราเมนที่ฮอกไกโดนี้ถูกกล่าวขานมานานกว่า 20 ปีเลยนะจะบอกให้ ..

 

Cr. Lau_chan

10.เยือนน้ำพุร้อนโจซันเค

          โจซังเค อยู่ห่างจากลานสกีซัปโปโรเพียง 14 กิโลเมตร เท่านั้น จึงมักเป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเล่นวินเทอร์สปอร์ตในช่วงฤดูหนาว น้ำแร่ออนเซ็นของโจซังเคเป็นน้ำพุร้อนที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ โดยเมื่อปี 1866 พระที่ชื่อ “มิอิซึมิ โจซังผู้นับถือลัทธิชุเก็นโด พบโดยการนำทางของชาวไอนุ หลังจากนั้นพระมิอิซึมิก็พยายามสร้างฐานหินให้กับแหล่งออนเซ็นแห่งนี้ได้สำเร็จด้วยความยากลำบาก ผู้คนจึงใช้ชื่อแหล่งออนเซ็นแห่งนี้ว่า “โจซังเค” เพื่อเป็นการยกย่องพระรูปนี้ คำว่า เค ในที่นี้มาจากภาษาญี่ปุ่นคำว่า ที่แปลว่าหุบเขา เนื่องจากอยู่ในพื้นที่หุบเขานั่นเองโจซันเคไม่ได้มีดีแต่ออนเซนโจซังเคออนเซนมีภูเขารายล้อมอยู่นั้น หากเดินทางออกไปไกลอีกสักเล็กน้อย ก็จะพบกับสถานที่ที่เดินเล่นบนภูเขาได้อย่างสบาย ๆ นอกจากจะได้ชื่นชมกับ “ใบไม้แดงฤดูใบไม้ผลิ” ต้นไม้แตกหน่อ ซึ่งจะเห็นได้ในช่วงเวลาสั้นๆ หรือต้นไม้ที่ขึ้นตามภูเขาสูง ซึ่งหากเป็นที่ฮอนชูแล้วจะเห็นได้ตามที่สูงๆ เท่านั้นแล้ว ยังจะได้ชมใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วงที่ทำให้ภูเขาทั้งลูกกลายเป็นสีแดง สีเหลือง และสีเขียว ซึ่งยอดเยี่ยมมาก นอกจาก “เส้นทางในการเดินเล่นโจซังเค” ซึ่งเป็นคอร์สเดินเล่นจากสวนสาธารณะฟุทามิ ในเมืองแห่งออนเซน ข้ามสะพานแขวนฟุทามิแล้ว ยังมีคอร์สการเดินป่าต่างๆ อย่างครบครัน เช่น “ยูฮิดาเกะ” “อาซาฮิดาเกะ” และ “ภูเขาฮัคเคน” ซึ่งใช้เวลา 1 ชั่วโมงในการเดินขึ้นเที่ยวเดียว ในจำนวนนั้นอยากแนะนำให้แก่ผู้ที่ชอบสัตว์ ให้เดินป่าโดยการขี่ม้าที่ “ไวด์มัสแตงส์์” ซึ่งอยู่ที่ภูเขาฮัคเคน จะให้ออกจากสถานที่เลี้ยงม้าในชุดแบบตะวันตก เป็นสถานที่ขี่ม้าที่จะสนุกสนานกับคอร์สกลางแจ้งในภูเขา หากได้ชมทิวทัศน์ในระดับความสูงเดียวกับสายตาของม้าขณะที่ขึ้นลงตามเนินเขา คงจะทำให้รู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติ ..

 

Cr. govivigo

          นอกจากจะมีธรรมชาติที่สวยงามแล้วยังมีกิจกรรมทางน้ำให้ท่านได้สัมผัสที่แม่น้ำโทโยฮิระ โจซังเคออนเซนเป็นแหล่งรวมออนเซน ซึ่งมีโรงแรมที่มีออนเซนตั้งเรียงรายอยู่บนยอดหน้าผาของหุบเขา แม่น้ำที่มีน้ำร้อนปะทุขึ้นจากริมฝั่งแม่น้ำไหลสู่ลำธาร และเข้าสู่ในเมืองซัปโปโร ก็คือแม่น้ำโทโยฮิระ เป็นสถานที่ที่มีทิวทัศน์อันงดงาม ซึ่งเปลี่ยนไปตามฤดูกาล เช่น หิมะละลาย เพิ่มปริมาณน้ำทำไหลเชี่ยวขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ สีสันอันงดงามของใบไม้เปลี่ยนสีที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำในฤดูใบไม้ร่วง ฯลฯ แต่เนื่องจากหากไม่เข้าไปตามถนนที่แยกจากทางหลวงก็จะมองไม่เห็น จึงเป็นสถานที่ ที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบ ระยะหลังมานี้จึงมีมัคคุเทศก์ด้านธรรมชาติที่ทราบว่ามีทิวทัศน์อันงดงามหลบซ่อนอยู่ จัดกิจกรรมที่ทำให้ได้มีโอกาสชมความงดงามของหุบเขาได้ แม้จะเข้าร่วมเป็นครั้งแรกก็ตาม มัคคุเทศก์ทุกคนต่างก็บอกว่า “อยากให้ทราบว่ายังมีธรรมชาติอันกว้างใหญ่ในเมืองที่อยู่ห่างจากส่วนใจกลางเมืองซัปโปโร ซึ่งมีประชากร 1 ล้าน 9 แสนคน ใช้เวลาเพียง 40 นาทีโดยทางรถยนต์” ได้ยินว่า ตอนนี้ผู้ที่มาสัมผัสประสบการณ์ จะเป็นนักท่องเที่ยวมากกว่า เพราะเป็นสถานที่ที่ใกล้มาก ..

 

Cr. Daniel Shi

11.เที่ยวเมืองอะบาชิริ

          อะบาชิริเมืองที่ได้ชื่อว่า..ดินแดนที่สุดหนาวที่สุดและเมือนักท่องเที่ยวที่ได้ไป จะได้พบประสบการณ์ตื่นตาของความเหน็บหนาวของฤดูกาล จนถึงความมหัสจรรย์ของ ดริฟท์ไอซ์ แผ่นน้ำแข็งที่ลอยมาจากขั้วโลกเหนือ ที่พาเอาสัตว์ขั้วโลกมาให้เราได้เห็นกันถึงที่ ซึ่งเมืองอะบาชิริแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะฮอกไกโดที่ติดกับทะเลโอค็อตสก์และในช่วงฤดูหนาวทะเลแทบนี้จะกลายเป็นน้ำแข็งแบะทำให้เมืองอะบาชิริเป็นดินแดนที่หนาวเหน็บและถูกให้เป็นสถานที่กักขังนักโทษด้วยสภาพอากาศที่เลวร้ายจึงทำให้ยากต่อการหลบหนีของนักโทษและปัจจุบันเมืองอะบาชิริได้กลายเป็นสถานท่องเที่ยวที่แสนสุดวิเศษไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์น้ำแข็งโอค็อตสก์ริว-เฮียวเป็นสถานที่จัดแสดงน้ำแข็งที่ตัดมาจากทะเลโอค็อตสก์ริว-เฮียวและยังเป็นสถานนีวิจัยศึกษาต่อมาก็เข้าเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ทัณฑสถานอะบาชิริเป็นสถานที่จัดแสดงเรื่องราวการใช้ชีวิตของนักโทษที่ถูกคุมขังในสมัยก่อนว่าโหดร้ายเพียงใดและจุดเด่นของพิพิธภัณฑ์ทัณฑสถานอะบาชิรินี้ได้มีการจำลองรูปปั้นจำลองของนักโทษตามห้องต่างๆเพื่อนแสดงให้เห็นถึงเรื่องราวการใช้ชีวิตในช่วงนั้น

          เป็นอย่างไรบ้าง.. กับสถานที่ท่องเที่ยวในเกาะฮอกไกโด บอกเลยถ้าพวกคุณพลาดนะจะถือว่ามาไม่ถึงฮอกไกโดแน่นอนครับ ถ้าบทความดีหรือไม่มีดียังไงรบกวนผู้อ่านสามารถติชมได้เลยนะครับ และยังไงก็ฝากกด Like กด Share กันด้วยนะครับ ขอบคุณครับ :)

          นอกจากนี้ยังมีบทความน่าสนใจอยู่อีกเพียบ! ทัวร์ญี่ปุ่น โตเกียว ทัวร์ญี่ปุ่นพรีเมี่ยม ทัวร์เกาหลี ทัวร์ฮ่องกง จูไห่ ทัวร์ไต้หวัน ทัวร์จีน เซี่ยงไฮ้ ทัวร์มาเลเซีย กัวลาลัมเปอร์ ทัวร์เวียดนาม ฮาลอง ทัวร์กัมพูชา ทัวร์สิงคโปร์ ทัวร์พม่า ทัวร์ลาว วังเวียง ทัวร์มัลดีฟส์ ทัวร์อินเดีย ทัชมาฮาล ทัวร์เนปาล ทัวร์ภูฏาน ทิมพู ทัวร์ศรีลังกา ทัวร์จอร์แดน ทะเลเดดซี่ ทัวร์อินโดนีเซีย ย็อคยาการ์ตา ทัวร์ฟิลิปปินส์ มาบูฮาย ทัวร์ดูไบ อาบูดาบี้ ทัวร์บาหลี บุโรพุทโธ ทัวร์อียิปต์ เมมฟิส ทัวร์บรูไน ทัวร์ยุโรป นอร์เวย์ ทัวร์รัสเซีย เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ทัวร์โครเอเชีย ทัวร์ตุรกี ทัวร์อเมริกา นิวยอร์ค ทัวร์ออสเตรเลีย เมลเบิร์น ทัวร์นิวซีแลนด์ ไคร้สท์เชิร์ช และ ทัวร์แอฟริกาใต้ แฟรนไชส์ รับจัดทัวร์ ทัวร์อิสระ ทัวร์ในประเทศ บริษัททัวร์ พรีเมี่ยม เวิล์ด ทัวร์ ตั๋วเครื่องบินโตเกียว ตั๋วเครื่องบินราคาถูก ตั๋วเครื่องบิน Thai Airways จองตั๋วนกแอร์ จองตั๋วแอร์เอเชีย จองตั๋วไทยไลออนแอร์ รถเช่า โรงแรม Ocean Park Skyliner ประกันการเดินทาง Pocket Wifi